ต่อจากตอนที่แล้ว
ตอนที่ผ่านมา
http://entrepreneur.diaryclub.com/20080417/0/0/blog.html
...............................................................................................
Chapter 4
เมื่อชีวิตคู่กำลังจะเริ่มต้น
อุ้มเป็นคนหนึ่งที่กลัวการแต่งงาน แล้วก็ได้เลื่อนการแต่งงานมาหนึ่งครั้ง ตอนแรกเรามีกำหนดตอนกันยา แต่สุดท้ายก็เลื่อนไปเป็นธันวาคม ไม่ใช่ว่ากลัวการมีครอบครัว แต่อุ้มกลัวความไม่พร้อมของครอบครัว เนื่องจากหลายๆสิ่งๆ หลายๆอย่างมันดูเหมือนจะไม่ราบเรียบแล้ว งานที่บริษัทส่วนมากเป็นงานที่ทำกับราชการแต่พอดีปีนั้นเกิดปฎิวัติ ทุกอย่างหยุดนิ่ง งานที่ทำไว้ก็ต้องชะงัก งบ IT โดนตัด ยังดีที่บริษัทเรามีงานเอกชนอยู่บ้างเลยไม่กระทบเท่าที่ควร แต่มันก็ทำให้อุ้มกังวลอยู่ดีเพราะปีนี้ เราทั้งสร้างบ้าน สร้างบริษัท ไหนจะแต่งงานอีก
ผลสุดท้ายงบงานแต่งงานต้องโดนตัดออกไปเกือบ 50% จากที่ตั้งใจว่าจะจ้าง organizer มือหนึ่งของเมืองไทย มีพี่โก้ Mr.Sax Man มาเป่า เจนนิเฟอร์ คิ้มร้องเพลง ต้องยกเลิก บ้านที่ตั้งใจไว้ว่าจะในเฟอร์นิเจอร์ import แบรนด์ดังที่เพิ่งมาเปิดที่ พาราก๊อนต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด แล้วเริ่มหันไปมองแบรนด์ไทยแทน ตอนนั้นไม่ใช่เราไม่มีเงิน แต่ว่าอุ้มเริ่มใช้จ่ายอย่างฉลาดมากขึ้น พี่โจเองก็เริ่มไว้ใจอุ้มมากขึ้นเพราะว่าเห็นอุ้มเริ่มประหยัด เริ่มกระโดดลงจากหลังเสือแบบไม่ทุกข์ร้อน ซึ่งการที่อุ้มงกขึ้น มันกลายเป็นทุกขลาภ เพราะว่าหลายคนเริ่มไว้ใจ และยอมรับในตัวอุ้มมากขึ้น อุ้มเลยได้รับหลายๆอย่างแบบไม่ได้หวังไว้
เนื่องจากอุ้มรู้ดีว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้จ่ายในการเริ่มต้นชีวิตคู่นั้น มันมาจากเหงื่อของเราสองคนเอง ผู้ใหญ่แทบไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย อุ้มเลยไม่กล้าจะฝันมาก ทุกอย่างถูกจัดขึ้นอย่างพอดี พอสวยงาม และอบอุ่น แต่พอวันงานมาถึง ทั้งงานแต่งงานและงานหมั้น มันถูกสร้างขึ้นมาแบบที่อุ้มเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน ถึงมันจะหนักไปทางเพชร ทางทองไปหน่อย เพราะว่าซื้อตุนไว้เผื่ออนาคต ฮ่าๆๆ
จนถึงวันนี้ อุ้มก็ยังภูมิใจที่ว่า ทั้งงานแต่งงาน ทั้งบ้าน มันเกิดขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของเราทั้งสองคน ถึงมันอาจจะไม่เฟอร์เฟคแบบเทพนิยาย แต่ทุกอย่างที่เห็น มันเกิดขึ้นจากการทำงานและการอดทนของเราเอง
........................................................................................................
Chapter 5
คู่ทุกข์ คู่ยากส์
หลังจากงานแต่งงานผ่านไปได้ สามเดือน บ้านก็เกือบสร้างจะเสร็จแล้ว แต่การสร้างบ้านเงินสดๆเนี่ยะ มันออกจะดูโชว์พาวไปหน่อย พอใกล้ๆงวดสุดท้าย การเงินครอบครัวก็เริ่มตึง การจ่ายเงินงวดละครึ่งล้านมาเป็นปีนี้ มันก็เหนื่อยนะคะ พอใกล้จะถึงหลักชัย น้ำที่อยู่เต็มขวดมันก็ยิ่งพร่อง งานของบริษัทก็เป็นงานที่จะต้องทำไปก่อน เก็บเงินทีหลัง (แบบราชการ) เงินที่จำเป็นต้องใช้หมุน มันก็เป็นจำนวนที่ใหญ่มากกกก
ตอนนั้นอุ้มเริ่มเขียนไดอารี่แล้ว อุ้มจำได้ว่าไดเกือบทุกหน้าจะต้องมีเรื่องเครียดๆ ไม่ใช่แกล้งทำให้เครียด แต่มันเครียดจริงๆ ถ้าคุณไม่เคยทำธุรกิจเนี่ยะ คุณจะไม่มีวันรู้ว่าหมุนเงินมันสนุกแล้วก็เครียดแค่ไหน ถ้าคุณลงทุนทำงานไปแล้ว เก็บเช็คไม่ได้ เงินช้า มันยิ่งกว่านรกซะอีกนะคะ กองทุนสำรองบริษัทเริ่มหร่อยหรอ ซักพักเงินก็เริ่มหมุนไม่ออก ไอครั้นจะเอาเงินส่วนตัวที่เก็บไว้มาหมุนก่อน ก็ดั้นไปสร้างบ้านหมดแล้ว ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเราไม่ได้กู้เงินซื้อบ้าน เราเอาเงินที่มีอยู่มาสร้างบ้าน แล้วบ้านมันก็บานนนนไปเป็นล้าน ดังนั้นถ้าเงินหมด มันจะหมดเกลี้ยงง อย่าว่ากันว่าอุ้มใช้เงินเกินตัว เพราะอุ้มจะบอกว่าเงินที่ซื้อของ ช๊อปปิ้งเนี่ยะ อุ้มแทบจะไม่ได้ใช้
สุดท้ายอุ้มเอาเงินสินสอดทองหมั้น เงินรับไหว้ เงินช่วยงานที่เราได้เปิดบันชีร่วมกัน เพื่อจะนำไปแต่งบ้านและนำไป honeymoon ทั้งหมดมาลงบริษัทซึ่งมันไม่ใช่เงินน้อยๆ บอกตามตรงว่าถ้าอุ้มไม่เอาเงินมาลงบริษัท เงินจำนวนนี้สามารถนำไปซื้อ series 5 ได้สบายๆ แต่พอเอาไปลงบริษัท เงินทั้งหมดหายไปกับเงินเดือนลูกน้องภายใน สามเดือน แถมเช็คก็ยังเก็บไม่ค่อยได้ ที่ได้ก็เป็นเงินเล็กน้อย มันไม่สามารถไปกลบค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด
ตอนนั้นอุ้มนอนร้องไห้ทุกคืน ขอย้ำว่าทุกคืนจริงๆ หลังจากคุยกับพี่ปุก data.diaryclub.com ก่อนนอนเสร็จ ก็เริ่มคิดมาก แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเอง คิดว่าพรุ่งนี้เช็คเข้า จะทำยังไง จะมีเงินจ่ายมั้ย อีกไม่กี่วันจะสิ้นเดือน เงินเดือนจะทำยังไง
สำหรับอุ้มกับพี่โจนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกน้องต้องได้เงินเดือน แม้ว่าบางที สองคนมีเงินรวมกันไม่ถึงสองพัน!!! อุ้มเปิดเชฟ ปิดเชฟจนแม่สงสัยว่าเป็นอะไร แต่ในเมื่อเราเลือกทางเดินของเราแล้ว อุ้มก็ไม่มีทางที่จะเอาปัญหาไปให้แม่เด็ดขาด
สุดท้ายก็ต้องโทรศัพท์ไปยืมเงินคุณแม่พี่โจ เพื่อมาเคลียร์ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตอนนั้นแม่พี่โจเหมือนเป็นพระเจ้าที่มาเป่ารังควาน แม่พี่โจไม่ถามซักคำว่าทำไม เนื่องจากเค้าก็ทำธุรกิจ เค้ารู้ว่าบางทีน้ำก็แล้ง บางทีน้ำก็ท่วม
อุ้มอยู่ในสภาพนี้ หกเดือน แต่ในความรู้สึกมันเหมือนหกปีพอวันที่เช็คเริ่มทยอยออก รู้มั้ยพออุ้มเห็นเงินในบันชีมันเพิ่มขึ้นๆๆ มันรู้สึกเหมือนปีนยอดเขาเอเวอร์เรสได้สำเร็จ ปักธงชาติไทยเรียบร้อยย มันเหมือนกันว่าเราผ่านมรสุมลูกใหญ่มาได้แล้ว
แล้วตอนนั้นเอง อุ้มก็รู้สึกได้ว่า อุ้มเป็นโรคกลัวจน อุ้มเป็นโรคไม่กล้าใช้เงิน จริงๆนะไม่ได้เวอร์
...............................................................................................
เริ่มยาว ต่อพรุ่งนี้นะคะ
Posted on Mon 28 Apr 2008 22:21 |
|